โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี”

โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี”

 
             มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนิน โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี”     โดยออกตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” หัวใจเป็น สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก ในโอกาสเดือนแห่งความรักนี้ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดบอกกล่าว ด้วยมีความเชื่อมั่นว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้ 
 
              มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนิน โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี” โดยออกตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ให้กับ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านเกณฑ์ โดยเน้นลดหวาน มัน เค็มและมีใยอาหารสูงซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายหน่วยงานในการลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เป็นสาเหตุการตายของคนไทย 1 ใน 3 ลำดับแรก สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงมีหลายอย่าง สาเหตุสำคัญที่สามารถป้องกันได้ คือ โรคอ้วนและการบริโภคโซเดียมมากเกินไป
 
              จากข้อมูลสถิติสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบจากข้อมูล 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2543-พ.ศ.2553) พบว่าอัตราการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 259 เป็น 1,349 คน ต่อประชากรแสนคนซึ่งมีอัตราการเพิ่มที่สูงขึ้นประมาณ 5 เท่าการสำรวจการบริโภคโซเดียมของคนไทย พบว่ามีการบริโภคโซเดียมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับและขณะนี้มีการบริโภคมากกว่าปริมาณที่แนะนำประมาณเกือบ 2 เท่า คือ บริโภคมากกว่า 4 กรัม (4,000 มิลลิกรัม) ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 2,400 มิลลิกรัม ส่วนใหญ่ได้รับโซเดียมจากเครื่องปรุงรสร้อยละ 80 อีกร้อยละ 20 มาจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมเกลือ แหล่งของ โซเดียมที่สำคัญ คือ เกลือหรือโซเดียมคลอไรด์ ซอสปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วขาว และยังพบมากในอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง นอกจากนี้ยังพบโซเดียมในผงชูรสหรือโมโนโซเดียมกลูตาเมตหรือที่บางคนเรียกว่าเกลือหวาน อาจใส่ในรูปผงชูรสโดยตรงหรือผงปรุงรส โซเดียมยังมีในผงฟูซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ขนมอบต่าง ๆ 
 
              มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยฯ ดำเนินโครงการ “อาหารไทย หัวใจดี” โดยเน้นที่ผลิตภัณฑ์อาหารระดับอุตสาหกรรม โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี” โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่าย คือ สมาคมโภชนาการ แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการในอีกภาคส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร คือ ผลิตภัณฑ์อาหาร โอทอป โครงการ “การส่งเสริมนวัตกรรมอาหารเพื่อลดการบริโภคเค็ม” โดย ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ เลขานุการโครงการอาหารไทย หัวใจดี เป็นผู้จัดการโครงการนี้ซึ่งดำเนินการรวบรวมวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมในห้องปฏิบัติการของผลิตภัณฑ์ โอทอป ต้นแบบ เพื่อคัดเลือกมาปรับปรุงให้ลดเค็มเป็นจำนวน 10 ชนิด เพื่อเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์อาหารที่ครอบคลุมผู้บริโภคในกลุ่มต่าง ๆ ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่ม ข้าวตัง กล้วยฉาบรส เค็ม/หวาน คุกกี้ ทองม้วนรสเค็ม ทองม้วนรสหวาน ถั่วกรอบแก้ว ขนมเปี๊ยะ หมี่กรอบ ปลากรอบ ปลาหยองและน้ำพริก 
 
               ผลการวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์อาหารโอทอป(มิลลิกรัม/100 กรัม) พบว่าอาหารชนิดที่มีปริมาณโซเดียมมากคือ น้ำพริก (2,687 มิลลิกรัม) รองลงมาเป็นปลากรอบ/ปลาหยอง (1,499 มิลลิกรัม) คุกกี้ (459 มิลลิกรัม) หมี่กรอบ (424 มิลลิกรัม) ทองม้วนรสหวาน (403 มิลลิกรัม) ทองม้วนรสเค็ม (392 มิลลิกรัม) ข้าวตัง (384 มิลลิกรัม) ถั่วกรอบแก้ว (290 มิลลิกรัม) กล้วยฉาบรสเค็ม/หวาน (244 มิลลิกรัม) และขนมเปี๊ยะ(131 มิลลิกรัม) ตามลำดับ และจากผลการวิเคราะห์จะเห็นว่า อาหารบางชนิดที่มีรสหวานซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะมีโซเดียมมากแต่กลับมีปริมาณโซเดียมสูง

              จากนั้นโครงการได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับนักเรียนอาชีวศึกษา 10 แห่ง เพื่อให้นักเรียนสามารถลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์โอทอป กลุ่มข้างต้น โครงการเก็บตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมในห้องปฏิบัติการ โดยผลการวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สูตรลดโซเดียมทั้ง 10 ชนิด พบว่า หลังอบรมนักเรียนอาชีวศึกษาสามารถคิดค้นสูตรและผลิตผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณโซเดียมได้จากผลิตภัณฑ์อาหาร โอทอป ได้จริง โดยสามารถลดปริมาณโซเดียมได้ประมาณร้อยละ 30-80 อาหารชนิดที่สามารถลดปริมาณโซเดียมลงได้มากสุดคือ ทองม้วนรสหวาน(56 กรัม) รองลงมาเป็นกล้วยฉาบรสเค็ม/หวาน (63 กรัม) น้ำพริก(723 กรัม) หมี่กรอบ (169 กรัม) ทองม้วนรสเค็ม (170 กรัม) ขนมเปี๊ยะ (59 กรัม) ข้าวตัง (187 กรัม) คุกกี้ (246 กรัม) ถั่วกรอบแก้ว (172 กรัม) และปลากรอบ/ปลาหยอง(578 กรัม) ตามลำดับ
 
โครงการ “อาหารไทย หัวใจดี” และโครงการ “การส่งเสริมนวัตกรรมอาหารเพื่อลดการบริโภคเค็ม” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อแก่ผู้บริโภคในการที่จะมีอาหารที่ลดโซเดียม ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการลดอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูง ที่มีส่วนสำคัญในการลดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ทั้งนี้ผู้บริโภคควรจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองในการเลือกและกินอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพร่วมด้วย.